Cybersecurity Risk Assessment ปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามไซเบอร์
- paphaphisas
- 21 มี.ค.
- ยาว 2 นาที

“Cybersecurity Risk Assessment คืออะไร? และสำคัญแค่ไหน?”
การประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Risk Assessment) คือกระบวนการที่มีขั้นตอนการระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร โดยกระบวนการนี้จะช่วยให้องค์กรเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสามปัจจัยหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ทางดิจิทัล (Digital Assets) ช่องโหว่ทางเทคนิค (Technical Vulnerabilities) และภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น (Potential Threats) ซึ่งเป็นการสร้างภาพรวมที่ชัดเจนในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์มีโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่ต้องพิจารณาอย่างเชื่อมโยงกัน ดังนี้
1. การระบุสินทรัพย์สำคัญ (Critical Asset Identification)
การเริ่มต้นกระบวนการประเมินความเสี่ยงต้องระบุสินทรัพย์ดิจิทัลที่สำคัญขององค์กรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า ระบบปฏิบัติการ สิทธิ์การเข้าถึง หรือแม้กระทั่งชื่อเสียงทางธุรกิจ โดยหากอ้างอิงจากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีชี้ให้เห็นว่า “78% ขององค์กรมักละเลยการจัดลำดับความสำคัญของสินทรัพย์ที่ไม่ใช่กายภาพ เช่น ข้อมูลทางปัญญา ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่สามารถถูกมองข้ามได้”
2. การสร้างแบบจำลองภัยคุกคาม (Threat Modeling)
การใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น STRIDE หรือ PASTA เพื่อคาดการณ์และวิเคราะห์รูปแบบการโจมตีที่เป็นไปได้ โดยพิจารณาภัยคุกคามทั้งจากภายในองค์กร (Insider Threats) และจากภายนอก (External Threats) การใช้แบบจำลองเหล่านี้ช่วยให้สามารถมองเห็นช่องทางการโจมตีที่อาจถูกมองข้าม เช่น ช่องโหว่ในซัพพลายเชนดิจิทัล
3. การวิเคราะห์ช่องโหว่ (Vulnerability Analysis)
การใช้เครื่องมืออย่าง Nessus หรือ OpenVAS ควบคู่กับการตรวจสอบด้วยมนุษย์เพื่อค้นหาจุดอ่อนในระบบที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตี โดยข้อมูลจาก AlphaSec ระบุว่า “3 อันดับช่องโหว่ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การกำหนดค่าผิดพลาด (Misconfigurations) การอัปเดตระบบล่าช้า และการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงที่หละหลวม” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถเปิดโอกาสให้เกิดการโจมตีได้
4. การประเมินผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis)
การเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคให้เป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การสูญเสียรายได้เมื่อระบบหยุดทำงาน หรือค่าเสียหายทางกฎหมายจากการรั่วไหลของข้อมูล กรณีศึกษาจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาชี้ให้เห็นว่า “67% ของความเสียหายจากเหตุการณ์ความปลอดภัยเกิดจากผลกระทบทางอ้อมที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้”
ทั้ง 4 องค์ประกอบนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมในการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามต่างๆ

“เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงด้าน Cybersecurity Risk Assessment”
Cybersecurity Risk Assessment มักดำเนินการตามกรอบมาตรฐานสากล เช่น NIST SP 800-37 เน้น กระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นขั้นตอน ISO 27005 เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล และ ISO 31000 กรอบการบริหารความเสี่ยงที่ประยุกต์ใช้ได้กับทุกประเภทองค์กร เพื่อให้มั่นใจว่าการประเมินครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัย องค์กรสามารถเข้าใจและจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้อย่างมีเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักดังนี้:
การเตรียมการและกำหนดขอบเขต (Preparation and Scoping Phase)การกำหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ และบริบทของการประเมิน เพื่อระบุทรัพย์สินสำคัญ (Assets) ที่ต้องได้รับการตรวจสอบ กำหนดระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เช่น HIPAA, GDPR, PCI DSS หรือ ISO 27001 และจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม รวมถึงการจัดตั้งทีมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
การระบุและจัดลำดับความสำคัญของทรัพย์สิน (Asset Identification and Categorization) องค์กรต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลสำคัญ เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐาน IT พร้อมบันทึกรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของทรัพย์สินตามความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ความอ่อนไหวของข้อมูล และความเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ เพื่อโฟกัสการประเมินไปยังทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงสุด
การระบุภัยคุกคามและช่องโหว่ (Threat and Vulnerability Identification) ดำเนินการระบุแหล่งที่มาของภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก เช่น อาชญากรไซเบอร์ ความผิดพลาดของมนุษย์ ความล้มเหลวของระบบ หรือภัยธรรมชาติ พร้อมวิเคราะห์ช่องโหว่ในระบบ กระบวนการทำงาน และบุคลากร ผ่านเครื่องมือสแกนอัตโนมัติ การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) และการตรวจสอบข้อมูลภัยคุกคาม
การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง (Risk Analysis and Evaluation) ขั้นตอนนี้ประเมินความเป็นไปได้ของการโจมตีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยใช้วิธีเชิงคุณภาพ เช่น ระดับความเสี่ยง "สูง", "กลาง", "ต่ำ" หรือเชิงปริมาณ ค่าความเสี่ยงเป็นตัวเลข เพื่อระบุความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญก่อน พร้อมใช้เครื่องมือเช่น Risk Matrix เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง
การวางแผนจัดการและลดความเสี่ยง (Risk Response and Mitigation Planning)
การเลือกวิธีจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมหลังจากการระบุความเสี่ยง ซึ่งมีหลายแนวทาง ได้แก่ การยอมรับความเสี่ยง (Accept) โดยไม่ดำเนินการเพิ่มเติม, การลดความเสี่ยง (Mitigate) ด้วยมาตรการป้องกัน, การโอนความเสี่ยง (Transfer) เช่น การทำประกันภัย, และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Avoid) โดยหยุดใช้ระบบที่มีความเสี่ยงสูง การเลือกวิธีจะขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ
การบันทึกผลและติดตามอย่างต่อเนื่อง (Documentation and Continuous Monitoring) สุดท้าย องค์กรต้องจัดทำรายงานสรุปกระบวนการประเมิน ตั้งแต่ระเบียบวิธีที่ใช้ ผลการวิเคราะห์ และแผนรับมือความเสี่ยง เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ควรมีการเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามและประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน

ประโยชน์ที่ได้รับจาก Cybersecurity Risk Assessment
การมี Cybersecurity Risk Assessment จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรอย่างรอบด้าน ซึ่งไม่เพียงช่วยระบุช่องโหว่ก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะใช้ประโยชน์ แต่ยังนำไปสู่การพัฒนามาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับความเสี่ยงเฉพาะขององค์กร ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าและพันธมิตรด้วยการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องข้อมูล อีกทั้งยังสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสำคัญ เช่น GDPR, ISO 27001 และ PCI-DSS ที่จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องยังช่วยประหยัดงบในระยะยาวด้วยการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยภายในองค์กร และทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมั่นใจ
กรณีศึกษาการเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ในองค์กร
Bystronic บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกชั้นนำที่ให้บริการโซลูชันสำหรับการแปรรูปแผ่นโลหะยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์อย่างเป็นระบบด้วยการนำแพลตฟอร์ม Cyber Risk Quantification (CRQ) ของ Kovrr มาใช้ ซึ่งช่วยเปลี่ยนแนวทางการบริหารความเสี่ยงจากการคาดคะเนเชิงคุณภาพ มาเป็นการวัดผลด้วยข้อมูลเชิงปริมาณที่ชัดเจนและจับต้องได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือองค์กรสามารถระบุช่องโหว่ วิเคราะห์ผลกระทบทางการเงินของภัยคุกคามแต่ละประเภท และจัดลำดับความสำคัญของมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ CRQ ทำให้ Bystronic มองเห็นความเสี่ยงไซเบอร์ในบริบทของธุรกิจ ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นด้วยข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ลดความซับซ้อนในการสื่อสารระหว่างทีมไอทีกับฝ่ายบริหาร และเพิ่มความคล่องตัวในการจัดสรรงบประมาณเพื่อเสริมสร้างระบบความปลอดภัย นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ยังช่วยให้ทีมสามารถติดตามผลลัพธ์ของมาตรการป้องกันได้ต่อเนื่อง และปรับกลยุทธ์ได้ทันทีเมื่อเกิดภัยคุกคามใหม่ ๆ
ผลที่ตามมาคือ Bystronic สามารถลดความเสี่ยงไซเบอร์ ภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่เพียงช่วยป้องกันการหยุดชะงักในการผลิต แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและพันธมิตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง บทเรียนจาก Bystronic ชี้ให้เห็นว่า การบริหารความเสี่ยงไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการผสานข้อมูลเชิงลึกเข้ากับกลยุทธ์องค์กร เพื่อสร้างความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน

สรุป
การประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ไม่ใช่แค่การตรวจสอบความปลอดภัย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับภัยคุกคามและเสริมความแข็งแกร่ง ช่วยเปิดเผยช่องโหว่ จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และวางแผนกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยได้อย่างรอบคอบ อีกทั้งยังเปลี่ยนมุมมองจากการมองไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นแค่เรื่องเทคนิค ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ โดยผสานความปลอดภัยเข้ากับเป้าหมายองค์กรเมื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนขึ้น การประเมินอย่างต่อเนื่องช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญ เสริมความมั่นใจในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพันธมิตร
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการประเมินความเสี่ยงในการทดสอบเจาะระบบ (Pentest) การซักซ้อมรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ (Cyberdrill) หรือการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber Risk Assessment) จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการประเมินครอบคลุมและลึกซึ้งเพียงพอ การมีผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาเข้ามาช่วยชี้แนะแนวทาง จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ วางแผนกลยุทธ์ได้รัดกุม และสร้างระบบป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่ง TIME Consulting มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการประเมินความเสี่ยงและการจัดการด้านความปลอดภัยจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและพันธมิตรได้อย่างยั่งยืน
แหล่งอ้างอิง